สร้างความเข้าใจร่วมกัน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของเวิร์คช็อปและกิจกรรมต่างๆที่ผมเคยนำมาใช้ในการทำซอฟต์แวร์ จะมีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆเป็นลักษณะ Living documentation

มีความตั้งใจอยากเอามาแบ่งปันในอนาคตอาจมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งคือเก็บไว้ให้ตัวเองดูด้วย

เพิ่มเติมข้อคิดเห็นและเสนอแนะเข้ามาได้นะครับ

การเขียนความต้องการของผู้ใช้งาน ด้วยประโยคสั้นๆไม่กี่ประโยค แบ่งออกเป็นเรื่องสั้นๆจบในตอน

เขียนในภาษาที่เข้าใจได้ง่าย มีเป้าหมายในการเป็นเอกสารกลางที่คนทั้งทีมสามารถอ่านเข้าใจได้รวดเร็ว สามารถทำให้มองเห็นได้ง่ายว่าตอนนี้ งานชิ้นนี้มีสถานะอยู่ที่ขั้นตอนไหนแล้ว

ถือว่าสำเร็จเรียบร้อยต่อเมื่อได้รับการยืนยันผ่าน Definition of Done (DoD) ที่ทางทีมตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

4-5 ชั่วโมง ต่องานสำหรับทีมภายในสองสัปดาห์ (โดยประมาณ)

ก่อนจะเริ่มกิจกรรมนี้มักเป็นความคิดที่ดีที่เราเห็นภาพรวมใหญ่ของสิ่งที่จะส่งมอบแก่ลูกค้าในรอบนี้แล้ว หรือที่เรียกว่า User Story Mapping รวมถึงควรรู้ชัดว่าลูกค้าเป็นใคร (Personas)

แต่งประโยคเริ่มต้นโดยใช้ format

As a [ role / persona ]

I want to [ user goal ]

So That [ value to user ]

ขั้นตอนในการเขียนทางที่ดีควรจะเริ่มภาพใหญ่ด้วยทีมทั้งหมดเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน อาจจะมีการแบ่งที่บอกไปตอนหลัง เพื่อลงรายละเอียดในแต่ละจุดได้

สิ่งที่ควรระวังคือไม่ควรลงรายละเอียดมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ทีมควรมีข้อตกลงร่วมกันว่ามาตรฐานของการเขียนที่ดีหน้าตาเป็นแบบไหนแล้วพยายามให้แต่ละใบที่เขียนเป็นไปตามข้อตกลงนั้นๆ

หนึ่งในวิธีเขียนที่ดีคือการเขียนแบบ Invest

INDEPENDENT อยู่ได้ด้วยตัวมันเอง ไม่เป็นเกี่ยวพันกับเรื่องอื่น

NEGOTIABLE สามารถต่อรองเพิ่มเติมได้อยู่เรื่อยเรื่อยจนกว่าจะหยิบเข้ามาทำ

VALUABLE มีประโยชน์อย่างแท้จริงกับผู้ใช้งานด้วยตัวมันเอง

ESTIMABLE สามารถเทียบกับใบอื่นได้เพื่อให้สามารถประเมินขนาดได้

SMALL เล็กพอที่สามารถทำเสร็จให้เร็วที่สุด

TESTABLE มีข้อมูลในตัวเพียงพอที่ทำให้รู้ได้ว่าใบนี้ได้ทำสำเร็จแล้วสามารถทดสอบได้


Photo by Kelly Sikkema on Unsplash

วันนี้อยากจะมาพูดเรื่องการ Run Retrospective กับทีม

Retrospective มันคือการที่ทีมซึ่งทำงานด้วยกันมาเจอกัน และพูดถึงว่าเราทำอะไรดี ทำอะไรไม่ดี ปรับปรุงยังไงได้บ้าง ถ้าเทียบกับเกมส์ ที่ผ่านมา เกมส์ที่แล้ว เราเล่นยังไง ทีมเวิร์คดีไหม แต่เราไม่คุยเรื่องผลงาน ไม่คุยเรื่อง Score แต่เราพูดถึง Process เพราะต้องการปรับปรุงให้มันดีขึ้น

นี่คือการทำ Retrospective แปลง่ายๆว่า มองกลับหลัง ย้อนกลับไปที่ผ่านมาเห็นอะไรบ้าง

การทำ Retrospective ถ้าเราเข้าใจและทำมันดีเนี่ย เราสามารถทำมันได้หลายวิธีมาก ผันแปรไปได้เป็นร้อย แต่หลักๆ ผมสรุปออกมาได้ 3 อย่างง่ายๆ ลองดูกันก่อน…


ประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมา พี่ยุ้ยได้เอาหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ชื่อ Grit

ซึ่งผมเอามาอ่านดูแล้วรู้สึกว่าดีมากๆ เป็นสิ่งที่ผมขาดอยู่พอดี

ซึ่ง Grit ถ้าลองแปลดูตรงๆ น่าจะหมายถึงความถึกและอดทน

วันนี้ก็เลยอยากเอามาสรุปให้ฟังแบ่งปันเพื่อเป็นการทบทวนสิ่งที่อ่านไป และก็อยากแนะนำเรื่องนี้ให้ลองเอาไปอ่านดูถ้าคุณขาดสิ่งนั้นอยู่

Showing up


วันนี้ได้อ่านเรื่อง portfolio management หรือที่เรียกกันอีกว่า ppm ก็เลยอยากนำมาสรุปไว้ทบทวนตัวเองแล้วก็เลยเขียนเป็น ฺBlog ไว้ละกัน

Portfolio management ส่วนมากเอาไว้ใช้กับบริษัทที่มี product หรือ Serive ที่มีมากกว่า 1 ชนิด มันเป็นหลักการง่ายๆ ที่เอาไว้ช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน ทำให้เห็นถึงแรงที่จะลงไปของทั้งองค์กร เป็นการบาลานซ์ระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน

หลักสำคัญคือการกระจายความเสี่ยงหรือที่เรียกว่า diversification อันนี้เป็นความแน่นอนอย่างเดียวในการลงทุนในโลกของความไม่แน่นอน…


ผมเชื่อว่าถ้าคุณทำงานประจำ ไม่ว่าเป็นตำแหน่งไหน ย่อมต้องมีหัวหน้า เพราะฉะนั้นการเข้าใจหัวหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเค้าเป็นส่วนสำคัญที่จะพาไปสู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงานของคุณ

ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมองย้อนกลับไปถึงจุดตัดสำคัญในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา มักจะมีหัวหน้าเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นความทรงจำที่ดีหรือไม่

ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับหัวหน้าจึงมักเป็นเรื่องซับซ้อน?

มันเป็นเหมือนเรื่องตลกร้าย หัวหน้าคุณสามารถช่วยคุณได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องคำแนะนำ เรื่องทรัพยากร ต่างๆมากมาย

แต่

ในขณะเดียวกัน เค้าก็มีหมวกกรรมการอยู่ด้วย คอยตัดสินความสามารถและให้คะแนน Perfomance เราด้วย

การที่เราจะขอความช่วยเหลือในเรื่องงานจะหัวหน้า(ที่ใส่หมวกโค้ช) แปลว่าเราต้องบอกถึงความบกพร่องของตัวเอาเองให้กับหัวหน้า(ที่ใส่หมวกกรรมการ)ให้ฟังด้วยเช่นกัน

หลายๆครั้งมันจึงปลอดภัยกว่าที่จะคงภาพลักษณ์ที่เข้มแข็ง แต่ก็จะทำให้เราเสียโอกาสที่จะทำงานที่ดีกว่าออกมา

ที่หัวหน้าจะสามารถสลับไปมาได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พร้อมทั้งดูว่าตอนนั้นเค้ากำลังใส่หมวกอะไรอยู่ สถาการณ์ตอนนั้นเป็นยังไง หัวหน้าของหัวหน้าเป็นแบบไหม ไฟไหม้อยู่ไหม

บางครั้งผมก็บอกเลยว่าตอนนี้อยากคุยกับหัวหน้าในหมวกใบไหน ส่วนมากเวลาที่มีงานเร่งอยู่เค้ามักจะไม่พร้อมใส่หมวกโค้ช

ผมก็อยากให้คนอ่านได้มองเห็นถึงหมวกสองใบที่หัวหน้าคุณใส่ ลองสังเกตุดู ว่าเค้าใส่ใบไหน ในสถานการณ์อะไร

อย่ากลัวที่จะหาจังหวะเข้าไปขอความช่วยเหลือ

— Pondd —


2018 ปีนี้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว เผลอแปปเดี๋ยวหมดปีล่ะ

ลองมานั่งอ่าน review ของปีที่แล้ว จึงอยากเขียนของปีนี้เก็บไว้ดูอีกปีหนึ่ง


Photo by Alice Young on Unsplash

วันนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่อง การขายครับ

บางครั้งเราคิดว่าเราไม่ได้ทำงานเซลล์ เราไม่จำเป็นต้องขายก็ได้

จริงๆ แล้ว งานที่มีการคุยกับคนอื่น หรือการที่เราเอาไอเดียของเราไปสื่อสารกับคนอื่น หรือสิ่งที่เราได้กลับมาไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเงิน อาจจะเป็นการขอความร่วมมือ หรือต้องการ buy-in แลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง แม้กระทั่งการทำงานด้าน Dev หรือ UX มันก็คือ การขายโดยทั้งสิ้น


Photo by Agnieszka Boeske on Unsplash

วันนี้ผมอยากจะมาพูดถึงสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ไม่ค่อยดี และอ่อนแอ คือ เรื่องการมีวินัย หรือที่เรียกกันว่า Discipline ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีวินัยเคร่งครัด ค่อนข้างที่จะไม่มีแบบแผน

ก็เลยทำให้ผมพลาดโอกาสหลายๆอย่างไป เพราะด้วยความไม่มีวินัยของตัวเอง


Clockup Studio Origin story

เจ มีบริษัทชื่อ CLOCKUP STUDIO โดยช่วงแรกเจ มีจุดประสงค์ในการเปิดบริษัท คือการทำโปรดักต์ของเกมส์ และต่อมางานหลักของบริษัท คือ รับงานซอฟท์แวร์ (software) หรือเรียกว่า ซอฟท์แวร์เฮาส์ (Software House) ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ เว็บแอพ โมบายล์แอพ รวมถึงแชทบอท

แต่มีงานอดิเรกเป็นการทำเกมส์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจ และสามารถติดต่องาน และติดตามผลงานได้ที่ Facebook Fanpage ชื่อ CLOCKUP STUDIO


ด้วยความที่ผมออกไปเจอผู้คนอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วง Meetup, ไปกินข้าว หรือ ไปถ่ายกูโค้ด

ผมก็มักจะได้ยินไอเดียต่างๆมากมาย หลายๆเรื่องฟังดูเจ๋งมากๆ ทำให้ผมอยากมีส่วนร่วม หรือ รอดูผลงาน พอผมถามว่าจะได้เห็นเมื่อไหร่ คำตอบที่มักจะได้คือ

เดี๋ยวรอ… พร้อมก่อน

พอผมพยายามดันต่อว่ารอทำไม บางอย่างมันทำได้เลยนะ รอไปเรื่อยๆ จะไม่ได้ทำนะ ผมจะเห็นในสีหน้าเลยว่าผมดันเค้าออกมาจาก comfort zone แล้ว

ส่วนมากโปรเจคเหล่านั้นก็จะไม่เกิด คงค้างเป็นความฝันต่อไป

เป็นเรื่องน่าเสียดาย

พลาดที่สุดคือไม่ได้ทำ

วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์สิ่งที่ผมบอกตัวเองเสมอ เวลามีไอเดีย และความฝันอะไร

Pondd Sugthana

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store